วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554
เพื่อนเราที่เชียงราย
วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554
Forword Mail จากหมออาทิตย์ครับ
ที่สิ่งของชิ้นนี้มันทำให้เราเหน็ดเหนื่อยกับการแบกมันไว้
แต่การทิ้งขว้างก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก
แล้วเราจะจัดการกับสิ่งที่มันหนักอึ้งนี้อย่างไร
ลองเก็บภาระหน้าที่และความรับผิดชอบใส่กล่องใบใหญ่
ปิดฝาให้สนิทแต่ไม่ถึงกับต้องติดสก๊อตเทปหรอกนะ
เพราะถึงอย่างไรคุณก็ต้องเปิดมันออกมาอยู่ดี
เราแค่จะปิดมันไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ที่เราไม่สามารถมองเห็นมันได้อีก ในช่วงระยะเวลาของการปลดปล่อย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ
ลองสำรวจตัวเองดูหน่อยดีมั้ย
คุณใช้เวลาไปกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมานานเท่าไหร่
สุขภาพร่างกายคุณใช้งานมันหนักหนาสาหัสเพียงใด
คุณละทิ้งความสุขเพราะมั่วยุ่งกับภาระหน้าที่ที่แสนหนักอึ้งได้อย่างไร
อย่างน้อยแค่ซักช่วงเวลานึง
มันก็เหมือนการได้เติมพลังให้กับตัวเองอีกครั้ง
พลังในตัวเองที่มีอยู่ถ้าแค่ได้แต่ใช้ไป
ไม่มีการเติมเต็มมันย่อมมีวันหมด
และต้องละทิ้งภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบตลอดไปก็อาจเป็นได้
ก็วางสิ่งที่อยู่บนบ่าไว้บ้างนะ
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554
ฤาจิ้งจกจะเปลี่ยนสี?
เริ่มต้นจากการโทรแสดงความยินดีก่อนอันดับแรก..หลังจากนั้นหาโอกาสไกล้ชิดทำชนิดที่ว่าผู้ติดตามเก่าๆ แทบจะแทรกตัวหาไม่ได้ นับเป็นความสามารถส่วนตัวที่หาได้ไม่งา่ยนักสำหรับ บุคคลธรรมดาทั่วไป
ผู้เขียน เคยเห็นด้วยตาของตนเองว่า..ขนาดต้องเตรียมรองเท้าไว้ให้เรากับเป็นภรรยา..สามารถล่วงรู้เข้าใจว่าต้องการอะไร ชอบอะไร..ทำได้..(ก็ไมู่้รู้ว่าเคยทำให้บุพการีที่บ้านบ้างหรือไม่?..ช่างน่าฉงน..
ขณะที่กำลังเขียนบทความยังหาที่ลงไม่ได้มีเพื่อนเก่า ผู้มากประสบการณ์มาเยี่ยมพอดีได้..ปรับทุกข์เป็นตำคมน่าสนใจว่า....
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554
สัจธรรม ขำ ขำ งานวันเกษียณที่เชียงใหม่
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ติดตามผลงานของเพื่อนที่เชียงของ

เพื่อนๆที่ติดตามหน้าเวบสวยๆของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเชียงของมาแล้วตอนนี้หมอชัยมีเวบสวยน่าชมมากๆ ลองคลิกไปชมนะครับ คลิกที่นี่เลย ไม่ผิดหวังครับ
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
จะรู้อย่างเป็นกลางได้อย่างไร?
วันนี้ได้รับธรรมะมาแต่เช้า ไหนๆก็เข้าพรรษาไม่ได้เป็นพระแต่ก็มีธรรมะบ้างก็ยังดี
เป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าจะทำให้สติเจริญจริง รู้เห็นกายใจตามจริงได้ จิตต้องเป็นอุเบกขา หรือมีความเป็นกลาง ซึ่งความรู้สึกเป็นกลางนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้าง เป็นไปไม่ได้ที่จะฟังใครแล้วเข้าใจ แต่เป็นไปได้ที่จะฝึกตนเองตามลำดับขั้นเพื่อเข้าถึง ผ่านกรรมในชีวิตประจำวันดังนี้ครับ
๑) การตัดสินคนอื่น เมื่อเห็นเขาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เราชื่นชอบหรือเกลียดชัง ให้ฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย ระหว่างฟังให้สำรวจว่าเรามีหน้ากากแห่งความเกลียด หรือหน้ากากแห่งความชอบเข้ามาบดบังข้อมูลหรือไม่ ถ้าเห็นความเกลียดและความชอบเป็นแรงผลักดันให้เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็จะถอนอาการด่วนเชื่อหรือไม่เชื่อเสียได้ ความใจเย็นรับฟังที่เหลือหลังจากนั้น เรียกว่าเป็นกลางระหว่างสองฝ่าย สติและจิตที่ตั้งอยู่ตรงกลางจะทำให้เรารู้จักความเป็นกลางเบื้องต้นที่จัดว่าง่ายที่สุด
๒) การตัดสินตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าตนเข้าข้างตัวเองขนาดไหน และบางทีก็ไม่สามารถใช้เสียงคนอื่นมาตัดสินด้วย เนื่องจากคนอื่นจะตัดสินว่าเราไม่เข้าข้างตัวเอง ก็ต่อเมื่อเราเข้าข้างเขา สิ่งที่จะช่วยให้เราตัดสินตัวเองได้ว่าเป็นกลางหรือเปล่าคือ "วิธีให้ความเป็นธรรม" กล่าวคือ เราเล็งเข้ามาที่ใจตัวเองว่าขณะพูดหรือขณะทำเพื่อเอาอะไรให้ตัวเอง เราคิดถึงคนอื่นบ้างหรือเปล่า หรือคิดถึงตัวเองคนเดียว ถ้ารู้ใจตัวเองว่าคิดถึงคนอื่นด้วย คิดถึงตัวเองด้วย ในระดับน้ำหนักที่ได้ดุล อันนั้นเรียกว่าเป็นกลาง แม้คนอื่นจะยังเรียกร้องขอเพิ่ม เราก็ถือว่าเราได้ให้ความเป็นธรรมกับเขาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เพิ่มแล้ว
๓) การให้ทาน การเผื่อแผ่ไม่เลือกหน้า จะเฉลี่ยเอาความเลือกที่รักมักที่ชังในใจเราออกไป แล้วช่วยให้จิตแผ่ผายออกกว้างอย่างเป็นกลางมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การเจาะจงจะให้เฉพาะคนที่เรารักหรือนึกชอบใจ หรือฟังใครต่อใครร่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์ ถวายให้แล้วได้บุญเยอะ แบบนี้จะเป็นบุญในแบบที่ไม่ช่วยให้ใจเป็นกลางเท่าใดนัก
๔) การรักษาศีล การตั้งใจสกัดกั้นกิเลส ห้ามใจไม่ให้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดประเวณี โกหก และกินเหล้า โดยไม่มีข้อยกเว้น หรือมีข้ออ้างให้น้อย ยิ่งน้อยเท่าไรยิ่งเป็นกลางมากขึ้นเท่านั้น การรักษาศีลเป็นบุญที่ดัดจิตเราให้ตรง เห็นอะไรตรงตามจริงได้ขนาดที่ถ้าเต็มบริบูรณ์แล้ว ก็กลายเป็นสมาธิจิตได้เอง สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีปกติรักศีล มีศีลที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนใจ และเป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้ง่ายเป็นธรรมดา ไม่น่าแปลกใจ
๕) การเจริญสติ ถ้าเริ่มจับจุดจากที่ตัดสินได้ง่ายว่าเรารู้จริง ไม่ต้องสงสัยเคลือบแคลง ไม่ต้องถามตัวเองว่ารู้ถูกหรือรู้ผิด เอาตามลำดับที่พระพุทธเจ้าเรียงไว้ให้ ก็จะเป็นกลาง รู้เห็นตรงจริงได้ง่าย เช่น ขณะนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก ขณะนี้หายใจยาวหรือหายใจสั้น ขณะนี้อึดอัดหรือสบาย ขณะนี้สงบหรือฟุ้งซ่าน ถ้ารู้จริง ไม่ได้อยู่ในจินตนาการ ย่อมไม่มีทางตัดสินได้ผิด
การอยู่กับการ "ไม่เอียงข้าง ไม่คลางแคลง" ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมได้ชื่อว่าสะสมความเป็นกลาง ดัดจิตจากบิดเบี้ยวให้เข้าสู่ความตรง ความเที่ยงที่จะรู้ตามจริง จะไม่เป็นคนเข้าข้างใครนอกจากธรรม จะไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว และที่สุดจะไม่เป็นคน "เห็นว่ามีตัว" ในเบื้องปลายครับ
ดังตฤณ
กรกฎาคม ๕๔